"สวนนงนุช" ดีสนีย์แลนด์ มหัศจรรย์ แห่งพันธุ์ไม้ นานาพันธ์
สถาน ที่ท่องเที่ยวหลายแห่งก่อกำเนิดเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ว่า ณ สถานที่แห่งนั้น เคยมีการถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไว้รองรับคนดูภาพยนตร์ที่อยากไปเยือนยังสถานที่ที่เคยถ่ายทำ เพียงเพื่อบันทึกภาพตนเองเสมือนเป็นผู้หนึ่งที่โลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม ที่ตัวเองชื่นชอบ
หาก ขับรถเลยพัทยาใต้ไปตามถนนสุขุมวิท ประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงกิโลเมตร 163 แยกซ้าย ไปประมาณ 3.5 กิโลเมตร หลายคนอาจเคยไปพักผ่อนหย่อนใจในสวนไม้ดอกไม้ประดับที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวัน ออก ซึ่งมีรางวัลดีเด่นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการนันทนาการ ภาคกลาง จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวติดต่อกัน 2 ปีซ้อน อันได้แก่สวนนงนุช
ผู้ คนที่เคยเข้าไปชมคงอดใจไม่ได้ที่จะบันทึกภาพตนเองไว้ แม้สวนนงนุชแห่งนั้นจะไม่ใช่บันทึกทางประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์เรื่องใดเลยก็ตาม แต่เป็นเจตนาที่จงใจของอดีตผู้กำกับภาพยนตร์มือดี อาทิ วัยอลวล ที่พลิกผันมารับช่วงดูแลสวนไม้ดอกไม้ประดับ ทั้งที่ไม่มีความรู้เรื่องต้นไม้ แต่ต้องการตอบโจทย์ของแนวความคิด "จัดสวนให้คนมาเที่ยว" ให้ได้ สวนนงนุช
โดย ที่ตัวชี้วัดไม่ใช่แค่จำนวนคนที่เข้ามาเที่ยวเท่านั้น แต่เป้าหมายในใจที่เจ้าของสวนนงนุชวางไว้คือ ผู้เข้าชมอดใจไม่ได้ที่จะบันทึกภาพตัวเองไว้ในทุกมุม โดยมี "สวนนงนุช" เปรียบเสมือนดิสนีย์แลนด์ แดนพันธุ์ไม้แห่งนี้เป็นฉากหลัง อยู่นั้นเอง
นาย กัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุช เล่าให้ทีมงานได้รับฟังว่า เดิมเคยทำแต่ภาพยนตร์ มีความรู้ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า แต่ไม่รู้จักต้นไม้เลย เมื่อต้องมาดูแลกิจการสวนที่ได้เริ่มต้นไว้แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่นี้ให้จงได้ เริ่มจากทัศนคติของตนเองก่อนเลย เมื่อสวนนงนุชปรับจากสวนผลไม้เป็นสวนไม้ดอกและไม้ประดับ โดยมีแนวความคิด "จัดสวนให้คนมาเที่ยว" แต่เนื่องจากสวนในความรู้สึกของคนเอเชียเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะว่ามีมากมายจนนับไม่ถ้วน
"แล้วจะทำยังไหงละทีนี้ ทำอย่างไรให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวที่สวนนงนุช พยายามเข้าใจถึงกึ๋นของมันว่าสวนมีอะไร เพราะเราเป็นเอกชนต้องมีรายได้ด้วย แต่สวน ไม่ใช่แหล่งที่มาของรายได้มากมาย เพราะต้นทุนด้านการบำรุงรักษาสูงมาก ที่มีอยู่ส่วนมากเป็นสวนพฤษศาสตร์ต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้รู้จักต้นไม้ รักต้นไม้ แต่ไม่ใช่การดึงเงินเข้ามา เพราะในเอเชีย ถ้าพูดถึงสวน ถือว่าธรรมดามาก ตามธรรมชาติ มีป่า มีเขา มีลำธาร น้ำตก เพราะฉะนั้นสวนสวย เท่ากับ สวนที่มีการประดับตกแต่ง อะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติที่สุด"
หน้าต่าง บานแรกที่เปิดรับคือการเรียนรู้เกี่ยวกับต้นไม้จากที่ต่างๆทั่วเอเชีย อาทิ ไปดูสวนพฤกษศาสตร์เพื่อเรียนรู้และรู้จักต้นไม้ ด้วยการจดชื่อและหาซื้อพันธ์ไม้ต่างๆ ,เข้ารับการอบรมด้านพันธุ์ไม้จากอาจารย์สิทธิพร โทณะวณิก นำพาให้เกิดบริษัทออกแบบก่อสร้าง และบริษัทรับจัดสวน ซึ่งสร้างผลงานประจักษ์ในงานใหญ่ๆ ทั้งสวนสวยกลางห้างดังและงานมหกรรมพืชสวนโลก
"ประสบการณ์จากการรับจัด สวนในงานใหญ่ๆ จึงรู้ว่าคนที่เข้าไปดูเพราะอยากดูสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่อังกฤษมีสวนเป็นพันแห่ง อีเดน โปรเจค ที่คอนเวลล์ ใช้เงินลงทุนกว่า 100 ล้านปอนด์ เพื่อสร้างเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ให้ทุกคนไปดู เท่ากับเกิดการค้า การนำเสนอ ในสิ่งที่คนไม่เคยเห็น ดังนั้นเราต้องมีอะไรที่คนไม่เคยเห็น อาทิ พันธุ์ไม้กว่า 18,000 กว่าชนิด จาก 30,000 ชนิดทั่วโลก"
"ปีที่แล้วสวนนงนุชเริ่มเข้าใจ เลยคิดว่าใน 2-3 ปี จะเปลี่ยนภาพของสวนต้องทำอย่างไร ให้คนต่างชาติซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่เข้ามาเที่ยว บรรจุไว้ในเส้นทางท่องเที่ยวในแถบนี้ มาที่นี่ไม่รู้จะไปไหนก็ต้องมาที่สวนนงนุช เป็นหนึ่งในโปรแกรมท่องเที่ยวที่เขาอยากมา อาทิ เล่นน้ำเกาะล้าน พักสวนนงนุช กลางคืนท่องเที่ยวในย่านบันเทิงของพัทยา"
"ส่วนจะดึงคนไทย ให้เข้ามาเที่ยวชมสวนนงนุชได้อย่างไร พบว่าโจทย์ หนึ่งคือ คนกลัวผิวดำ กลัวความร้อน แนวความคิดสร้างสะพานลอยฟ้าจึงเกิดขึ้น ทำหลังคาและการตกแต่งเพื่อให้เกิดทัศนียภาพในอีกมุมมองหนึ่ง สวนเดียวกัน เดินข้างล่างรู้สึกอย่างหนึ่ง เดินบนสะพานลอยรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง สวนต้องมีภาพใหญ่ (Land Mark) และที่สวนนงนุชพยายามสร้าง คือสวนฝรั่งเศสมาประยุกต์แล้วเอาศิลปะของไทยๆ กดไว้ เพื่อรักษาเอกลักษณ์ ที่บอกถึงสวนที่อยู่ในเมืองไทยนะ และเปลี่ยนทางเข้าใหม่ เพิ่มที่จอดรถอยู่ตรงกลาง ซึ่งเริ่มทำมาได้ 12 เดือนแล้ว"
สวนนงนุชภาค 2 นั่น สร้างสวนกลางทะเลสาบ(Lake) เอาพันธ์ไม้บนดินให้เกิดทัศนียภาพเหมือนไปลอยไว้กลางน้ำเลยทีเดียว เอาพันธุ์ไม้ในน้ำไว้บนดิน ประดับด้วยไม้ใบหลากสี สร้างหอคอยในน้ำ สำหรับภาค 3 นั้นจุดขายอยูที่สวนสับปะรดสี
"ทุกคน Drive fot the Best แต่เรา Drive fot the Different ตั้งเป้าว่าสวนนงนุชจะเป็นอันดับ 1 ว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางส่งออกไม้ดอกไม้ประดับ ที่ทั่วโลกยอมรับ ซึ่งแนวคิดสวนนงนุชเหมือนจัดดิสเพลย์ให้คนได้ดูพันธุ์ไม้ต่างๆ จะเปลี่ยนทุกเดือน 12 เดือน เที่ยวได้ 12 เดือน แต่ละเดือนมีดอกไม้อะไรบ้างเท่ากับต้นไม้มีเรื่องราวอยู่ในตัวอยู่แล้ว และพันธุ์ไม้เราเพาะไว้เอง สามารถนำมาสลับเปลี่ยนได้ตลอดทั้งปี"
การ เปลี่ยนสวนผลไม้เป็นสวนไม้ดอกและไม้ประดับ บนพื้นที่ 200 ไร่ จากทั้งหมด 1,500 กว่าไร่ ไม่เพียงอาศัยสิ่งปลูกสร้างที่อำนวยความสะดวกต่างๆ เป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยความตั้งใจในการพัฒนาปรับปรุงสถานที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ทั้งทางด้านความสวยงามของสถานที่และความเอาใจใส่ในการบริการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่มาจากการที่บุคลากรผู้ร่วมงานมีความเชื่อเดียวกันเพราะอยู่ด้วยกันมา ตั้งแต่ยุคบุกเบิก
สิ่งที่ทำให้จากบริษัทเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายใหญ่มาจนทุกวันนี้ เกิดจากการเปลี่ยนมุมมองว่าจะมองมุมไหน บุคลากรที่คัดเลือกมาทำงานด้วยต้องมีทัศนคติที่ดี คนไม่เก่งให้อยู่ใกล้ๆ เพราะมีโอกาสที่จะเรียนรู้ได้ ถ้าให้เลือกคนเก่งกับคนเก่าที่ไม่เก่ง เขาบอกว่าการรักษาคนเก่าให้เติบโตไปพร้อมๆ กันสำคัญกว่า ส่วนหลักการบริหารให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั่น กัมพลบอกว่า หน้าที่หลักของตนคือ
คิดวิธีให้เชื่อก่อนที่จะให้ทำ ถ้าคิดแล้วเขาไม่เชื่อก็จะไม่สนใจทำ
ประวัติสวนนงนุช
ประวัติ สวนนงนุช เมื่อปีพุทธศักราช 2497 นายพิสิทธิ์ และนางนงนุช ตันสัจจา ได้ซื้อที่ดินจำนวน 1300 ไร่ หลักกิโลเมตรที่ 163 ระหว่าง พัทยา-สัตหีบเป็นสวนผลไม้เช่น มะม่วง ส้ม มะพร้าว และอื่นๆต่อมา ได้เดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ และได้ประทับใจในความสวยงามของสวนต่างประเทศ ที่ได้เข้าไปชมประกอบกับเป็นคนที่ชอบดอกไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงมีแนวคิด ที่จะ " จัดสวนให้คนมาเที่ยว " ดังนั้นจึงเปลี่ยนสวนผลไม้ที่เป็นอยู่เดิมเป็นสวนไม้ดอก ไม้ประดับ และได้ปลูกสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเช่น บ้านพัก ห้องอาหาร และห้องจัดเลี้ยงต่างๆ ไว้สำหรับให้บริการนักท่องเที่ยวผู้ที่มาเยี่ยมเยือนสวนแห่งนี้
เปิด อย่างเป็นทางการเมื่อในปี พุทธศักราช 2523 โดยจัดให้มีการแสดงของศิลปวัฒนธรรม และสิ่งที่มีชื่อเสียงที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักสวนนงนุชสวนที่รวบรวมพันธุ์ไม้ ดอก ไม้ประดับทั้งในและต่างประเทศเป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบต้นไม้ และการจัดสวน ให้ได้มาทองเที่ยวกัน
กิจกรรมภายในสวนนงนุชมีมากมายหลายอย่าง อาทิ สวนไม้ดอก ไม้ประดับ นานาชนิด สวนกล้วยไม้ สวนกระบองเพชร และสวนพฤกษชาติอื่น ๆ มีสัตว์หลายชนิดเลี้ยงไว้ให้ชม มีศูนย์แสดงศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับ นักท่องเที่ยว จัดแสดง การฟ้อนรำพื้นเมือง ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว (กระบี่กระบอง ฟันดาบ) กีฬาพื้นเมือง และการแสดง ของช้าง ทุกวัน วันละ 4 รอบ ใช้เวลาแสดงประมาณ 30 นาที เปิดให้เข้าชมเวลา 8.00-18.00 น. อัตราค่าเข้าชมสำหรับ คนไทย 100 บาทเฉพาะค่าเข้าชมสวน,200 บาทพร้อมชมการแสดง และ 400 บาทพร้อมอาหารกลางวัน สำหรับชาวต่างประเทศ 400 บาท และ 650 บาทพร้อมอาหารกลางวัน
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)